ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรค COVID-19 และ โรคฝีดาษลิง
ความรู้เรื่องโรค COVID-19 และโรคฝีดาษลิง สาเหตุ การติดต่อ และวัคซีน เรียบเรียงจากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขโดยทีมแพทย์ Nest Nursing Home

COVID Vaccine ที่มา รวบรวมจากข้อมูล ของ กระทรวงสาธารณสุข และ การบรรยาย ของ นายแพทย์ ธนีย์ ธนียวัน Harvard Medical School
COVID - 19 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เกิดจาก Corona Virus สายพันธุ์ใหม่ คือ SARS - CoV - 2 เริ่มระบาดเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2562 (ค.ศ. 2019 ) ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน Corona Virus มีผิว Protein ที่เรียกว่า Spike Protein ซึ่งจับกับตัวรับที่เรียกว่า ACE 2 receptor (อยู่บนผิว cell ในร่างกายมนุษย์) เมื่อพบเชื้อ virus ร่างกาย จะมี cell เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่กินสิ่งแปลกปลอม (virus) แล้วแสดง protein ของสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมาเกิดการรับรู้ ส่งสัญญาณให้ cell เม็ดเลือดขาวอื่นๆ มาฆ่า cell ที่มี virus อยู่
การผลิต vaccine เป็นกระบวนการเลียนแบบ การสร้างภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ต้องใช้ความระมัดระวังสูง ใช้วิทยาการทางด้านชีวโมเลกุลและพันธุวิศวกรรม ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปี บางชนิดนานถึง 5 ปีในกรณีเร่งด่วน เช่นการระบาดของ COVID - 19 ในครั้งนี้ จึงแตกต่างจากการผลิต vaccine ที่ผ่านมา เช่น ไข้หวัดใหญ่ หัด ไวรัสตับอักเสบ บาดทะยัก ฯลฯ
ความรู้พื้นฐาน ก่อนกล่าวถึงเรื่องชนิดของ COVID Vaccine DNA และ RNA
ในการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต จะมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆของตนเองไปสู่รุ่นลูกหลาน.ลักษณะต่างๆนั้น จะถูกเก็บไว้ในสารพันธุกรรม สารพันธุกรรมใน cell ของสิ่งมีชีวิตรวมเรียกว่า nucleic acid.ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
-
DNA (deoxyribonucleic acid ) DNA มีลักษณะเป็น Polymer สายยาว 2 สาย จับกันเป็นเกลียวคู่ คล้ายบันไดเวียน นอกจากหน้าที่ในการเก็บและถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมแล้ว DNA ยังทำหน้าที่้กี่ยวข้องกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์ Protein อีกด้วย
-
RNA ( ribonucleic acid ) ปกติแล้ว Protein จะถูกสังเคราะห์ ที่ ribosome ซึ่งอยู่ภายนอก nucleus ของ cell ดังนั้น DNA จึงไม่ใช่แม่แบบในการสังเคราะห์ Protein โดยตรง แต่จะเป็นแม่แบบในการสังเคราะห์ mRNA (messenger RNA) ขึ้นมาเพื่อนำส่งข้อมูลในการสังเคราะห์ Protein ไปยัง ribosome อีกทอดหนึ่ง
ปัจจุบัน COVID Vaccine แบ่งเป็น 4 ชนิด คือ
1. mRNA Vaccine ใช้เทคโนโลยีใหม่ สังเคราะห์ mRNA ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อ Virus……เมื่อฉีดเข้าร่างกายแล้วจะถอดรหัส กำกับให้ cell สร้าง Spike Protein ซึ่งจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้สร้าง Antibody ขึ้นมาต่อต้านเชื้อปัจจุบัน มี 2 ยี่ห้อคือ Pfizer และ Moderna
mRNA จะเข้าไปใน Cytoplasm แต่ ไม่ได้เข้าไปใน Nucleus ของ cell ใช้ Virus ที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น Adenovirus นำมาตัดแต่งให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้และใส่สารพันธุกรรมของ COVID -19 ติดไปด้วย เมื่อนำมาฉีด Virus พาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้าง Antibody ต่อ Virus COVID -19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป ได้แก่ Vaccine ยี่ห้อ Astra Zeneca (ใช้ Adenovirus ของลิง Chimpanzee) และยี่ห้อ CanSinoBio (ใช้ Adenovirus type 5 ของมนุษย์)
ส่วน อีก 2 ยี่ห้อที่มีในต่างประเทศ คือ Johnson & Johnson (ใช้ Adenovirus type 5 ของมนุษย์) Gamaleya ของรัสเซีย (ใช้ Adenovirus type 5 และ 26 ของมนุษย์)
2. Viral Vector Vaccine ใช้ Virus ที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น Adenovirus นำมาตัดแต่งให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้และใส่สารพันธุกรรมของ COVID -19 ติดไปด้วย เมื่อนำมาฉีด Virus พาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้าง Antibody ต่อ Virus COVID -19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป ได้แก่ Vaccine ยี่ห้อ Astra Zeneca (ใช้ Adenovirus ของลิง Chimpanzee) และยี่ห้อ CanSinoBio (ใช้ Adenovirus type 5 ของมนุษย์)
ส่วน อีก 2 ยี่ห้อที่มีในต่างประเทศ คือ ohnson & Johnson (ใช้ Adenovirus type 5 ของมนุษย์) Gamaleya ของรัสเซีย (ใช้ Adenovirus type 5 และ 26 ของมนุษย์)
3. Protein subunit vaccine ใช้เทคโนโลยีที่คุ้นเคยมานาน เพราะใช้ในการผลิต Vaccine หลายชนิด (เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และ ไวรันตับอักเสบ B เป็นต้น) ผลิตโดยการสร้าง Protein ของเชื้อ virus ด้วยระบบ cell culture ; Yeast ; Baculovirus เป็นต้น แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเมื่อฉีดเข้าร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง Antibody ต่อต้าน Spike protein ของ Virus COVID – 19 เช่น ยี่ห้อ Novavax (ผลิตจาก Baculovirus และใช้ Matrix M เป็นตัวกระตุ้นภูมิ)
4. Inactivated Vaccine ได้แก่ยี่ห้อ Sinovac และ Sinopharm นำ Virus COVID -19 มาเลี้ยงขยายจำนวนมากแล้วนำมาทำลาย หลังจากนั้นฉีดเข้าร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อทุกๆส่วน ของ Virus เสมือนได้รับเชื้อ Virus โดยตรง แต่ไม่ทำให้เกิดโรคเพราะเชื้อได้ถูกทำลายไปแล้ว (เป็นเทคโลโลยีที่ใช้กับ ไวรัสตับอักเสบ A และ Polimyelitis ชนิดฉีด ) จึงมีความคุ้นเคยมานาน แต่เนื่องจาก การเพาะเลี้ยง Virus ต้องใช้ความระมัดระวังมาก จึงผลิตได้ช้าและมีราคาแพง ประกอบกับปัจจุบัน Virus มีการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ประสิทธิภาพของ Vaccine ในกลุ่มนี้ลดลง
ซึ่งในอนาคต จะมี Vaccine ใหม่เกิดขึ้นอีก เช่น Super COVID Vaccine เป็นต้น พวกเราเนสท์ เนอร์สซิ่งโฮม (Nest Nursing Home) จะนำข่าวสารมาอัพเดตให้ทุกท่านอีกครั้ง
Long COVID องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รวบรวมอาการต่างๆทั้งทางด้านร่างกาย และ จิตใจ ที่หลงเหลืออยู่ ภายหลังหายจากการติดเชื้อ COVID -19 ซึ่งอาจเป็นผลกระทบทั้งทางตรง และ ทางอ้อม ที่มาจากช่วงที่เคยติดเชื้อ อาการต่างๆ อาจคล้ายหรือแตกต่างจากอาการในช่วงที่ติดเชื้อก็ได้ รวมเรียกว่า Long COVID
อาการที่พบบ่อยได้แก่
- ไอ ปวดศีรษะ เจ็บคอ
- หายใจถี่ หอบเหนื่อย
- มีไข้ หรือมีอาการคล้ายเป็นไข้
- ปวดตามข้อ
- ระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเดิน ปวดท้อง กรดไหลย้อน
- มีผื่นขึ้นตามตัว
- หลับยากกว่าปกติ หรือ เกิดภาวะนอนไม่หลับ
- การรับกลิ่นและรสน้อยลง
- สมองล้า ความจำลดลง สมาธิสั้น
- เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล
อย่างไรก็ตาม อาการต่างๆเหล่านี้ ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่จาก Long COVID ได้เช่นกัน………จึงควรเข้ารับการตรวจรักษา หาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
สาเหตุของภาวะ Long COVID เมื่อเชื้อ Virus เข้าสู่ร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อและหลั่งสารอักเสบออกมา เกิดการบาดเจ็บของทางเดินหายใจและอวัยวะต่างๆ ทุกส่วนของร่างกาย เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ไต ทางเดินอาหาร ฯลฯ
การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติไป อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงดีมาก กลับกลายเป็นว่าเมื่อหายป่วยจาก COVID แล้ว ภูมิคุ้มกันอาจหันมาทำลาย cell ในร่างกายของตนเอง อาการ Long COVID เกิดขึ้นได้ราวๆ 30-50 % ของผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาหายแล้ว ภาวะนี้จะเกิดภายหลังการรับเชื้อมาแล้ว 4 - 12 สัปดาห์ เกิดในผู้หญิง มากกว่า ผู้ชาย ผู้ป่วยที่เคยเกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรง จะเกิดพังผืด(แผลเป็น) จะเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะนี้
กลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ คือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันตํ่า เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ผู้มีภาวะอ้วน เป็นต้น
แม้กระนั้นก็ตามคนหนุ่มสาวที่แข็งแรงดี ไม่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง ก็ยังพบอาการ Long COVID ได้ ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อด้วยวิธีการต่างๆ และการฉีด Vaccine จึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงภาวะ Long COVID
ในเด็กบางคนอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง MIS - C (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children) ซึ่งเป็นภาวะอักเสบของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่สูงผิดปกติ เกิดอาการไข้สูง มีผื่นขึ้น ตาแดง ปากแดง มีอาการรุนแรงจนต้องเข้าห้อง ICU
การลดปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะ Long COVID ผู้ติดเชื้อที่พักรักษาตัวที่บ้านต้องเน้นการดูแล เพื่อลดผลกระทบจากการอักเสบทั่วร่างกาย โดยรับประทานอาหาร Protein (เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ถั่วชนิดต่างๆ) ในปริมาณที่เหมาะสม และรับประทานอาหารประเภทแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง เพื่อลดอัตราการดูดซึมนํ้าตาลที่เร็วเกินไป เพราะนํ้าตาลจะเพิ่มโอกาสการอักเสบทั่วร่างกาย ทาน ผัก ผลไม้ และออกกำลังกายเบาๆ เน้นการเคลื่อนไหวช้าๆ เพราะในช่วงแรกๆ ปอด และอวัยวะต่างๆยังมีส่วนที่เสียหาย และ ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
หลังการระบาดของ COVID เนสท์ เนอร์สซิ่งโฮม (Nest Nursing Home) จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้สูงอายุเพื่อช่วยฟื้นฟู เยียวยา ผู้ป่วยหลังการติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะ Long COVID ที่มีปัญหาสุขภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ
โรคฝีดาษลิง ที่มา ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) 20 พฤษภาคม 2565
โรคฝีดาษลิง เป็นโรคประจำถิ่น ของทวีปอัฟริกาแต่ปีนี้พบรายงานผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วประมาณ 80 ราย และผู้สงสัยติดเชื้ออีกกว่า 50 ราย ใน 11 ประเทศ เช่น อังกฤษ สเปน โปรตุเกส อเมริกา
มีสัตว์ฟันแทะ ( กระรอก ; หนู ) เป็น Reservoir host (รังเก็บโรค) ตรวจ พบ Virus นี้ครั้งแรก ในลิงที่อัฟริกา เมื่อ พ.ศ. 2501
ฝีดาษลิง เป็นเชื้อ Virus ในกลุ่มเดียวกับ ฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (Smallpox) จึงมีอาการคล้ายกัน คือ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมนํ้าเหลืองโตจากนั้น จะมีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า ( 95%) ฝ่ามือ ฝ่าเท้า (75%) เยื่อบุภายในปาก (70 %)
ลักษณะผื่นคล้ายๆโรคสุกใส คือ เริ่มจาผื่นแบนราบ เป็นผื่นนูน กลายเป็นตุ่มนํ้าใส ตุ่มนํ้าเหลืองและตกสะเก็ดไปในที่สุด
เป็น Zoonosis คือโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนหรือจากคนไปยังสัตว์ก็ได้ (เช่นเดียวกับ โรคพิษสุนัขบ้่า โรคหวัดนก ฯลฯ) ระยะฟักตัวของเชื้อ. 5 - 21 วัน ผื่นเกิดขึ้นในเวลา 1 - 3 วัน หลังมีไข้ ผู้ป่วยสามารถหายไดัเอง ภายใน 2 - 4 สัปดาห์ โดยไม่ต้องรับการรักษา แต่อาจมีอาการรุนแรง ในเด็กเล็ก คนชราและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ภาวะแทรกซ้อนคือการติดเชื้ออื่นซํ้าเติมทำให้มีปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ ตามมาได้
การป้องกัน มีรายงานว่า Vaccine โรคฝีดาษดั้งเดิม ยังคงสามารถปัองกันโรคฝีดาษลิง ได้ถึง 85 %แต่ได้หยุดทำการผลิตมานานถึง 40 ปีแล้ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาได้ผลิต Vaccine Imvamune และได้รับการอนุมัติจาก FDA แล้ว นอกประเทศอัฟริกา พบผู้ติดเชื้อ ดังนี้ อังกฤษ พบผู้ติดเชื้อรายแรก เดินทางจาก ไนจีเรีย เมื่อ 7 พฤษภาคม 2565 ต่อมา พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อรายแรก สหรัฐอเมริกา พบรายแรกที่รัฐแมสซาชูเซตส์ เดินทางจากแคนาดา เมื่อ 18 พฤษภาคม 2565 ขณะนี้กำลังมีการระบาด ในหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
การติดต่อ ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผื่นผิวหนังของสัตว์ที่ติดเชื้อ เลือด นํ้าเหลือง ของสัตว์เหล่านั้นในอัฟริกา พบในผู้ที่ชำแหละเนื้อสัตว์และผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์.ที่ปรุงไม่สุก
สามารถติดต่อจากคนสู่คน โดยสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากการไอ จาม เข้าทางเดินหายใจ เยื่อบุตาจมูกปากหรือสัมผัสผื่นผิวหนังของผู้ป่วย หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ (เชื้อเข้าทางบาดแผลที่ผิวหนัง) จึงสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ด้วยการ ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัส กับ ทั้งสัตว์ และคนที่ป่วย และวัสดุปนเปื้อนต่างๆ ดูแลสุขอนามัย โดยการล้างมือด้วยสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากาก และกรณีของบุคคลากรทางการแพทย์ ใส่ชุด PPE ในการปฏิบัติงานเช่นเดียวกับการป้องกัน COVID
